บทความ

วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551

ควายธนู




วิชาสัตว์พยนต์ธนูนั้นจะนิยมสร้างเป็นสองรูปคือ “วัวธนู” และ “ควายธนู” ตามรูปร่างที่จัดสร้างของเดิมนั้นจัดเป็น คุณไสยแบบหนึ่งเช่นเดียวกับที่ทางจีนเรียก “ม่อซุก” (ที่เรียก ม่อ-อสูร เพราะจีนนิยมเรียกชาวเปอร์เชีย หรือภารตะที่เข้ามาทางตะวันตกของประเทศว่า มารซึ่งไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมเลยเป็นการ สร้างกลไกการต่อต้านวัฒนธรรมแบบหนึ่งเท่านั้น) เป็นตำนานของมีดบินเซี่ยวลี้ปวยตอที่นักเขียนนวนิยายกำลังภาย ในของจีนนำมาเป็นเรื่องวิชาอาวุธชั้นยอดมีดบินก็คือใช้จิตบังคับลมปราณให้ส่งมีด ไปยังเป้าหมายแบบเดียวกับวิชาธนุรเวทนั่นเอง ที่เล่ามานี่เป็นแบบหนึ่งของการผูกสายเรื่องราววัฒนธรรมเท่านั้น เพราะต่างพื้นที่ต่างชนชาติก็ต่างคติความคิดเรื่องเดียวกันพอ ผ่านเวลานานเข้าก็กลายเป็น”คนละเรื่องเดียวกัน”อย่างน่าใจหาย การสร้างวัว(ควาย)ธนูมีหลายรูปแบบเลือกสรรตามวัสดุที่สามารถหามาจัดสร้างได้ โดยจะเรียกวัว(ควาย)ธนูในกรณีที่ใช้ในการต่อสู้ คุกคาม, ป้องกัน ศัตรู ส่วนคำว่า “โคสวาลา”นั้นเป็นวัวแก้วสารพัดนึกเพื่อผลในความรุ่งเรืองลาภผล เรื่องนี้เพิ่มเติมจากที่ทราบกันโดยทั่วไป โดยแบ่งชั้นของวัว(ควาย)ธนูออกตามวัสดุที่นำมาสร้างได้สามชนิดคือ วัวไม้ไผ่ เป็นวัว(ควาย)ธนูชั้นสามสร้างแบบชั่วคราวใช้งานเร่งด่วนโดยนิยมใช้ไม้ไผ่หรือที่ขึ้นคร่อมทางมาสร้างเวลาตัดมีเคล็ดต้องกำหนดคาถาอาคมเฉพาะ การสานจะใช้ไม้ไผ่ที่ตัดได้มาจักตอกภาวนาคาถากำกับตลอดจนได้ตอกตามต้องการแล้วนำมาขัดเป็นวัว(ควาย)ไม้ไผ่ขึ้น มีการขึ้นแบบสองตอก สี่ตอก โดยต้องสานแบบไขว้หลังจะถือว่าขลัง วัว(ควาย)ธนูชนิดนี้อาจสร้างด้วยวัสดุอื่นอย่างด้ายตราสังก็มี วัวขี้ผึ้งหรือวัวผงปั้นด้วยครั่งจัดเป็นวัวชั้นสอง โดยนิยมใช้วัสดุอาถรรพ์เข้าภูตประเภท ขี้ผึ้งปิดหน้าศพ ตานกกด ตาชะมด ตาแร้ง กำลังวัวเถลิง ผมหรือเถ้ากระดูกผีที่นับว่าดุร้ายมีอาถรรพ์ ดินตามป่าช้า ดินโป่ง ขี้ครั่งพุทราทางทิศตะวันออก วัวทอง เป็นวัว(ควายธนู)ที่สร้างจากโลหะผสมประเภทสำริดจัดว่าคงทนและมีอานุภาพสูงสุด โดยผสมโลหะมวลสารอาถรรพ์ เช่น สำริดยอดเจดีย์ นพศูล เหล็กขนันผี ขวานฟ้า โลหะฟ้าผ่าฯ หลอมเป็นวัวชนหรือควาย ลงอาคม ยันต์ ตามตำราซึ่งจะเเบ่งเป็น ยันต์เปิด(กำเนิด) ยันต์ปิด(ทำลาย) ลงนะธนูกับมหาศาสตราพระเจ้า สำหรับรูปวัวทองมักนิยมให้มีลักษณะมงคลตามแบบวัวนนทิ พาหนะของพระอิศวร ซึ่งถ้าอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรให้ดูลักษณะของพระโค (วัว)ในพระราชพิธีแรกนาขวัญ จะเห็นชัดเจนที่สุดวัวชนิดนี้นอกจากทำด้วยโลหะแล้วอาจสร้างด้วยวัตถุอาถรรพ์อย่างเขาวัว(ควาย)ฟ้าผ่ามาเเกะลงอาถรรพ์ก็ได้ เนื่องจากลัทธิไสยศาสตร์ที่มาจากพราหมณ์ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาในชั้นหลังจึงกำหนดฤกษ์ในพิธีการปลุกเสกดังนี้
วันมาฆบูชา (เพ็ญเดือนสาม) เวลาสร้างพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปจนถึงเที่ยงคืน หลังจากนั้นห้าม ในวันนี้กำหนดให้ใช้ดอกไม้๔สีประกอบเครื่องบูชาครู วันวิสาขบูชา (เพ็ญเดือนหก) เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่จนพระอาทิตย์ขึ้นเที่ยงวัน มีคติอย่างหนึ่งคือเวลาเที่ยงวันทางไสยศาสตร์จะห้ามลงของเพราะถือว่า เงาหัวหายจะเป็นนิมิตรไม่ดี ความเชื่อนี้ปัจจุบันนักเลงไสยศาสตร์รุ่นหลังมักไม่รู้หรือละเลย วันนี้ใช้ดอกไม้ ๘ สีบูชาครู วันอาสาฬหบูชา (เพ็ญเดือนแปด) เริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์เรี่ยยอดไม้บ่ายแก่ๆจน ตะวันลับฟ้าในวันนี้มีข้อพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือไม่ต้องตัดฤกษ์ในช่วงเวลาทำพิธีเหมือนวันอื่น วัว(ควาย)ธนูนี้ ผู้เขียนเคยเห็นอาจารย์ฆารวาสท่านหนึ่งที่จังหวัดลำพูนท่านเสกเพียง ห้านาทีก็ยื่นส่งให้ปรากฏว่าวัวโลหะ(ซื้อจากสนามพระทั่วไป)ที่ลองส่งให้ท่าน ประจุอาคมร้อนเหมือนเอาไปเเช่ในน้ำร้อนซึ่งเหตุการณ์นี้มีผู้ร่วม .รู้เห็นหลายคนนับเป็นเรื่องที่แปลกมาก บางครั้งก็เคยเห็นอาจารย์บางท่านเสกจนวัวไม้ไผ่ขยับได้ ซึ่งเรื่องนี้จัดเป็นความเชื่อเฉพาะตัวบุคคลจึงให้ใช้วิจารณญาณเอง การบูชาวัวทองนิยมใช้ผ้าสีแดงปู และเลี้ยงด้วย หญ้าคา ที่ต้องบริกรรมคาถาเสกด้วยมือเดียว กับน้ำสะอาดและตามตำราหากได้น้ำค้างยอดหญ้า หรือกลางหาวก็ระบุว่าจะทำ ให้มีกำลังมากเป็นพิเศษสำหรับคาถาวัว(ควาย)ธนูนั้นมีมากมายแตกต่างกันตามพื้นที่ ภูมิภาค การเลี้ยงก็ตามแต่คติใครจะมีว่าอย่างไร บางแห่งเคร่งครัดขนาดเวลาใส่ชุดออก จากบ้านเป็นชุดอะไรกลับมาก็ต้องเป็นชุดเดิมด้วยมิฉะนั้นเชื่อว่า เจ้าวัวธนูนี้อาจ “ งี่เง่า”(ศัพท์นี้ปรากฏในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.๒๕๔๒แล้วแปลว่า โง่มากจึงไม่ใช่ศัพท์สแลงอีกต่อไป)จำเจ้าของไม่ได้ทำพิษเอาถึงเจ็บป่วย ก็มีสำหรับเรื่องวัว(ควาย)ธนูเป็นความเชื่อไสยศาสตร์ ที่มีมานานในสังคมไทยที่มักกล่าวถึงจนเป็นเรื่องเล่าขานแต่น้อยคนนักจะ รู้จักหรือพบเห็นที่แท้จริงในส่วนที่นำมาเล่านี้เป็นเพียงข้อปลีกย่อย เล็กน้อยในการสร้างวัว(ควาย)พยนต์ชนิดนี้ขึ้นมา จัดเป็นศาสตร์ยอดฮิตของนักเลงไสยศาสตร์ที่ต้องรู้จักแม้จะไม่มีในครอบครองก็ตาม....

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

บทความนี้รู้สึกคุ้นๆเคยอ่านเจอที่ไหนนะ