


บทความนี้ถูกนำเสนอในแง่ปรากฏการณ์หนึ่งในสังคมไทย ที่ปัจจุบันยังมีผู้เชื่อถือในเรื่องเร้นลับอยู่มากมายในหลายเรื่อง ถูกมองข้ามเหตุผลที่เป็นไปตามกระบวนวิทยาศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันมีบุคคลหลายคณะที่เชื่อถือเเละเเสวงหาธาตุกายสิทธิ์ชิ้นนี้ที่เรียกว่า เหล็กไหล โดยมีบุคคลมากมายที่ต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติอันมีค่ามหาศาล ที่สร้างสมมาเกือบชั่วชีวิตและบางรายกลับต้องจบชีวิตลงอย่างไม่ถึงวัยอันสมควร ในการเข้าไปเกี่ยวพันกับสิ่งลี้ลับนี้ เหตุใดบุคคลเหล่านั้นที่มีทั้งส่วนที่เรียกว่าปัญญาชนที่ได้รับการศึกษาในสายวิทยาศาสตร์ที่มีความเจริญก้าวหน้าในเทคโนโลยีอย่างล้ำยุคจึงเชื่อถือ มีอะไรซ่อนเร้นอยู่ในความเชื่อนี้หรือ กับปรากฏการณ์ปัจจุบันที่มีผู้นำเสนอต่อสังคมถึงธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้อย่างมากมายดาษดื่น ทั้งมีบุคคลชั้นสูงในสังคมจำนวนมากที่ยอมแลกเปลี่ยนด้วยเงินตราจำนวนมาก มีการแบ่งแยกชนิดออกอย่างหลากหลายแต่ไม่มีการนำเสนอสักสื่อเดียว ที่สามารถนำเรื่องราวทั้งหลายมาตีแผ่อย่างละเอียดลึกซึ้งถึงพิธีกรรม และความหมายของนิยามเหล็กไหลที่เเท้จริงคืออะไร? เเละเราควรมองเรื่องเหล็กไหลนี้อย่างไร?จึงเป็นเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่กองบรรณาธิการต้องตัดสินใจนำเสนอเรื่องนี้ขึ้นแม้ว่าบางส่วน อาจจะสวนทางความเชื่อกับกระเเสสังคมบางกลุ่มก็ตาม แต่ก็ด้วยเจตนาบริสุทธิ์มิได้หวังขัดผลประโยชน์ของผู้ใด หรือคณะใดเเละทางกองบรรณาธิการก็มิได้มีวัตถุที่เรียกว่า เหล็กไหลให้เเลกเปลี่ยนซื้อขายแต่อย่างใด แต่เราต้องทำเพื่อความมุ่งมั่นที่จะร่วมสร้างสังคมดำรงศาสตร์อย่างแท้จริง จึงแจ้งมาให้ทราบและหวังอย่างยิ่งว่าหากเนื้อหาของบทความนี้อาจขัดเเย้งกับคณะ หรือความเชื่อใดก็เป็นในแง่ของงานบันทึกทางวิชาการ ที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีต่อธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้เท่านั้นนิยามของเหล็กไหลที่เเท้จริงนั้น ท่านผู้สันทัดกรณีได้ชี้เเจงว่า ความจริงเป็นธาตุอย่างหนึ่งที่ปรากฏในบรรยากาศรอบๆ ตัวเราอย่างที่เรียกว่า "ขี่" ในภาษาจีน หรือ "ปราณ" ในภาษาโยคะ ที่อาจเรียกเพื่อความเข้าใจง่ายๆว่า "เชื้อชีวิต" ที่ปรากฏในสิ่งต่างๆให้มีพลังมีจิตใจหรือวิญญาณภายใน และธาตุเหล่านี้เองที่ถูกนำมาควบแน่นหรือกลั่นตัวด้วยกระบวนการพิธีกรรม และว่านยาจนเกิดสิ่งที่คนโดยทั่วไปเข้าใจว่าเป็น "เหล็กไหล" ซึ่งในสายวิชาของท่านผู้นี้ได้เรียกสิ่งนี้ว่า "เจ้าแม่ธรรมชาติพญาเหล็ก" ลักษณะสำคัญของธาตุที่ว่านี้อาจเรียกว่าอนุมูลทิพย์ หรือไอทิพย์นั้นเมื่อนำมาสอบค้นก็พบว่าในจีนเเละ ทิเบตก็มีความเชื่อเรื่องราวเหล่านี้โดยเรียกว่า "เหล็กสวรรค์" หรือเทียนเทียะ (ซึ่งก็คือตราประจำอุณมิลิตนั่นเอง) ส่วนในขอมยุคโบราณก็พบว่ามีการนำโลหะธาตุชนิดนี้มาสร้างของศักดิ์สิทธิ์ โดยเชื่อว่าเป็นนักบวชที่มาจากทิเบตเป็นผู้นำวิทยาการนี้มาถ่ายทอดเเละรู้จักกันในชื่อ "เหล็กเย็น" ส่วนทางด้านมาลายูก็มีความเชื่อ และพิธีกรรมที่เกี่ยวกับธาตุกายสิทธิ์ที่เรียกเป็นภาษามาลายูว่า "บือซี ซือเละ" ที่มีความหมายตรงตัวว่า เหล็กไหลนั่นเอง ความเชื่อที่เกือบเหมือนและพิธีกรรมที่มีบางส่วนคล้ายกันเช่นการใช้น้ำผึ้ง นั้นยืนยันว่าศาสตร์นี้มิใช่ความรู้เฉพาะศาสนาใดศาสนาหนึ่งเเต่เป็นศาสตร์ ที่ถูกนำความเชื่อทางศาสนามาผูกพันเพื่อสร้างจรรยาในการถือครองขึ้น
ข้อมูลจากนิตยสารอุณมิลิต















